2007/Oct/04

ประโยชน์ของกาแฟ

1. ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B มีผู้วิจัยพิสูจน์แล้วว่า กาแฟมีประโยชน์ในการป้องกัน โรคดังกล่าว
2.
ป้องกันโรคหอบ โรคนี้ คือ อาการ ภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปเมื่อมีประสาทสำรองไม่ถูกกระตุ้น จะไม่มีอาการหอบเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสสำรองถูกกระตุ้น จะเกิดอาการหอบทันที และคาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง ลดการเกิดโรคหอบ
3.
ลดการเกิดโรคตับจากสุรา ตามที่นักวิชาการสำรวจแล้วพบว่า กาแฟช่วยลดผลร้ายที่จะมีต่อตับ แต่ยังต้องวิจัยต่อไปว่า สารใดที่มีประโยชน์ดังกล่าว และมีผลต่อสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งหรือไม่ นอกจากแอลกอฮอล์
4.
ป้องกันมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งในช่องปาก จากผลการทดลองจริง พบว่ากาแฟมีประสิทธิภาพป้องกันโรคขั้นต้น โดยเฉพาะในคาเฟอีนมีกรดอะซิติก ที่ช่วยป้องกันโรค
5.
ขับไล่ความชรา ออกซิเจนเป็นสารที่ร่างกายต้องการมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากไป ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงและแก่เร็ว โดยเฉพาะกาแฟที่เข้มข้น จะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการเกิดมะเร็งได้ กระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกาย
6.
กาแฟลดอัตราคอเลส-เตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับในบุหรี่ แต่เป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดแข็งตัว
7.
ละลายไขมัน กาแฟที่ทานหลังอิ่มอาหาร ช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงานทดแทนจึงลดความอ้วนได้
8.
กาแฟเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ตามผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มกาแฟบ่อยๆ จะมีไขมันชนิด (HDL) เพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
9.
แก้ปวดศีรษะ กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดได้เช่นเดียวกับยาแก้ปวด และยังช่วยขับปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเมาสุราได้
10.
เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง มีผู้เชี่ยวชาญสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาว่า ความหอมของกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น
11.
ดื่มกาแฟเล็กน้อยทำให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งดีขึ้น ไขมันแตกตัว หากได้ดื่ม กาแฟเล็กน้อยหลังทานอาหารเสร็จ คาเฟอีน ในกาแฟจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง น้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่มขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาแฟ
ถ้าจะถามว่าควรดื่มกาแฟวันละมากน้อยเท่าใด คงหามาตรฐานมาตอบไม่ได้ ต้องดูตามความชอบ และสภาพร่างกายผู้ดื่ม โดยทั่วไป ดื่มให้อร่อยหรือพอใจ คงจะเหมาะสม แต่ก็ควรสังเกตลักษณะอื่นๆ โดยละเอียดดังนี้
ดื่มกาแฟตอนเย็น ทำให้นอนไม่หลับไหม หลายคนเคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่กาแฟก็มีผลต่อร่างกาย แต่ละคนต่างกัน ถ้ากลัวว่าจะนอนไม่หลับ ให้ดื่มน้อยลง ทว่ากาแฟมีผลในการขับปัสสาวะ อาจทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำกลางดึก รบกวนการนอนได้
คนมีครรภ์ควรดื่มกาแฟไหม เป็นเพราะว่าคาเฟอีนในกาแฟ จะส่งผลต่ออวัยวะภายในของทารกที่ยังอ่อนแออยู่ จึงไม่ควรดื่ม
เด็กเล็กไม่ควรดื่มกาแฟ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ
หญิงลูกอ่อน ที่คลอดลูกแล้ว 100 วัน และอยู่ในช่วงให้นมลูก ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะช่วง 100 วันนี้ ทารกต้องการน้ำนมบริสุทธิ์จากแม่ การดื่มอะไรเข้าไปจะส่งผลต่อทารกได้ จึงต้องระวัง
คนเป็นโรคกระเพาะควรงดกาแฟ เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้น การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะ จะยิ่งเพิ่มกรดในกระเพาะให้อักเสบมากขึ้น
คนเป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน มีบทบาทในการกระตุ้นหัวใจ ทำให้เลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรณีนี้ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กวัยรุ่นถ้าดื่มกาแฟ แต่ถ้าเป็นคนชราที่มีโรคหัวใจอยู่ จะทำให้ประสิทธิภาพหัวใจดีเกินไป และหัวใจเสื่อมเร็ว จึงไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง

ที่มาของข้อมูลhttp://www.vvetalk.com/forum/lofiversion/index.php?t4390.html

. . . . .

วันนี้รู้สึกปวดหัวมากๆ คงเพราะไม่ได้ทานกาแฟ เลยเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับผลเสียจากการดื่มกาแฟ แต่กลับกลายเป็นว่าได้ประโยชน์จากการดื่มกาแฟสะงั้น ก็เลยนำมาฝากเพื่อนๆ คอกาแฟให้อ่านด้วยกัน หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างนะค่ะ

...เมธาพร...

03/10/2007

2007/Oct/02

ถ้าเลิกกับคนรักแล้ว...จะมีซักกี่คนที่จะเป็นเพื่อนกันได้

เป็นข้อความหนึ่งจากหนังสือ ห่างหนึ่งก้าวรักเราเท่าเดิม ของพึงเนตร อติแพทย์ ฉันรู้สึกสะดุด กับข้อความข้อความนี้ คิดและทบทวนเรื่องที่ผ่านมา ของฉันและใครคนหนึ่งที่เรียกว่าคนรัก...

103 วัน แล้วที่ความสำพันธ์ระหว่างเราที่ได้จบลง ฉันรู้สึกว่า 103 วันที่ผ่านมา มันช่างยาวนานกว่าเกือบ 5 ปี ที่เราคบกันมาเสียอีก แต่ละวัน แต่ละวินาทีช่างยาวนานและทรมานเสียเหลือเกิน...

จวบจนวันนี้ เวลาช่วยเยียวยาให้ฉันดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว จริงๆจะบอกว่าเป็นเพราะเวลาช่วยเยียวยาอย่างเดียวก็คงจะไม่ได้ อาจจะเพราะหนังสือต่างๆที่ฉันได้อ่าน เอามาเป็นแนวคิด เปลี่ยนมุมมอง และเป็นกำลังในให้ตัวเองด้วยกระมัง ที่ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้นได้ในวันนี้...

แฟนเก่า...เพื่อนรักที่แสนวิเศษ อีกหนึ่งบทเนื้อหาในหนังสือ ห่างหนึ่งก้าวรักเราเท่าเดิม ที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ และทำให้ฉันได้มองเห็นมุมมองอีกมุมหนึ่งของความรัก...

เมื่อความแตกต่างมีมากมาย...เกินความรักจะเยียวยา ความสำพันธ์ก็คงกระท่อนกระแท่น กระแทกกระทั้นจนขาดสะบั้นในที่สุด ในเวลาที่ความรักต้องจบลง ก็คงไม่มีใครทำใจได้หรอกเพราะความรักแบบคนรัก มันไม่เหมือนกับความรักแบบอื่น ไม่เหมือนความรักแบบเพื่อน แบบพี่น้อง หรือแบบคุณพ่อ คุณแม่ ความรักแบบคนรักส่วนใหญ่แล้ว ก็หวังจะครอบครองด้วยกันทั้งนั้น ฉันเองก็เป็นอย่างที่ทุกคนเป็น...

ก่อนหน้านี้ ฉันยอมรับนะว่าหวังไว้มากมายว่าเขาจะต้องเป็นของฉันและรักฉันคนเดียว และต้องเห็นฉันสำคัญที่สุด แต่ฉันลืมคิดไปว่าเขาก็เป็นคน ไม่ใช่สิ่งของ เขาก็ย่อมต้องการอิสระ ต้องการโลกส่วนตัวบ้างเหมือนกัน แต่อาจเป็นเพราะฉันรักเขามาก จนทำให้บางครั้งฉันก้าวล้ำไปในที่ส่วนตัวเขามากเกินไป เกินความพอดี ลืมคิดถึงส่วนนี้ไป ความรักทำให้ฉันกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว โดยที่ลืมนึกถึงความรู้สึกของเขา และมันก็คงเป็นที่มาของจุดจบระหว่าเรา...

วันนี้ฉันมองความรักเปลี่ยนไป แน่นอนฉันอยากให้เขากลับมา แต่ไม่ได้ต้องการให้เขากลับมารักฉันอย่างที่เคยเป็น ฉันต้องการให้เขากลับมาเป็นเพื่อนฉัน เพื่อนที่รู้ใจมากที่สุด เพื่อนที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง เพื่อนที่พร้อมเป็นกำลังใจให้กันและกันเสมอ...คนรักที่เลิกร้างกันไปมีค่าความหมายแบบพิเศษ เป็นความรู้สึกตรงกลางระหว่ารักกับคิดถึง

มิตรภาพน่าจะบังเกิดได้ง่ายโดยไม่ต้องรอ...การบ่มเพราะจากอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ต้องรอสภาพแวดล้อม ไม่ต้องรอการรดน้ำพรวนดิน เพราะเม็ดพันธ์ที่สองคนเคยลงมือปลูกนั้น น่าจะคุ้นเคยกับทุกอย่างรอบตัวพอแล้ว

ออกดอกเป็นดอกรักไม่ได้ ก็เป็นดอกน้ำใจก็งดงามแล้ว

ขอบคุณสำหรับข้อมูลบางส่วน บางตอนจากหนังสือ ห่างหนึ่งก้าวรักเราเท่าเดิม พึงเนตร อติแพทย์ สำนักพิมพ์อักขระ...

. . . . .

ปู่ค่ะ...

ถ้ามีวันหนึ่งวันใด ที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ แป้งอยากบอกปู่ว่า สำหรับแป้งแล้ว...แป้งยังต้องการจะให้ปู่กลับมานะค่ะ...แต่ไม่ใช่กลับมาในฐานนะคนรัก...แต่แป้งต้องการให้ปู่กลับมา...มาเป็นเพื่อนรักที่รู้ใจค่ะ...

สำหรับฉันคนนี้..ยังหวังดี...และห่วงใยต่อเธอเสมอ...และตลอดไป...

ไว้ปู่พร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับแป้งเมื่อไหร่...เราจะเป็นเพื่อนรักที่รู้ใจกันตลอดไปค่ะ...

...เมธาพร...

02/10/2007

2007/Sep/27

ในคืนที่เงียบสงบคืนหนึ่ง คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้ามองดูมืดมิด ไม่มีแสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวระยิบระยับ และเสียงหรีดหริ่งเรไรร้องดังไปทั่ว เที่ยงคืนกว่าแล้วขณะที่ฉันกำลังหลับใหลอยู่บนเตียงนั้นเอง

ตรี๊ด...ตรี๊ด...

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำลายความเงียบ ฉันตกใจตื่นและคว้าโทรศัพท์มาดูโดยเร็ว เป็นเบอร์ที่ฉันคุ้ยเคยเป็นอย่างดี เมื่อหลายปีก่อน แปลกใจเล็กน้อยที่เขาโทรมา และโทรมาดึกดื่นป่านนี้...ปูเหรอลูก...นี่แม่เดชนะ เสียงผู้หญิงปลายสายทักมา ฉันรีบตอบกลับไปด้วยความแปลกใจ ค่ะ ตอนนี้เดชไม่รู้เป็นอะไร เอะอะโวย หวาดกลัวอะไรซักอย่าง เหมือนโดนผีเข้า และ หมดสติไป เดี๋ยวๆแค่นี้ก่อนนะ แล้วก็วางสายไป

ตรี๊ด..ตรี๊ด..

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกเย็นยะเยือก หนาวจนฟันกระทบกัน ขนลุกซุ่ไปหมด เอื้อมมือที่สั่นไปกดรับโทรศัพท์ เสียงปลายสายคราวนี้เป็นผู้ชาย ซึ่งเสียงนั้นฉันจำได้ดี ปูเหรอ..ช่วยไปที่วัดหน่อย..ไปจุดธูปบอกย่า...ให้พี่หน่อยว่าพี่จะบวช...พรุ่งนี้เช้า...พี่ไม่ไหวแล้ว...ย่ามาหาพี่...มาจะเข้าสิงร่างพี่..เร็วๆนะ...ไปเลยนะ แล้วสายก็หลุดไป ฉันยังนั่งงง อยู่แต่อากาเย็นยะเยือกยังคงอยู่ สู่สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ตัวฉันเอง ไม่ใช่คนที่กลัวอะไรง่ายๆ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคนอื่นสัมผัสได้อย่างฉันหรือเปล่า

ฉันรีบวิ่งไปเรียกแม่ที่อยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ติดกันด้วยอาการเสียสั่น และหนาวจนกัดฟันกรามแน่น จนฟันกระทบกัน อาการแบบนั้นยังอยู่กับฉัน แม่เดินมาเปิดประตูให้ฉัน ฉันได้เล่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง และฉันก็ได้โทรหาพี่สาวกับพี่เขย เพื่อนที่จะให้พาไปวัดเพื่อจุดธูปบอกย่า ตามที่เขาบอกมา พี่เขยบอกฉันว่าไปวัดตอนนี้คงไม่ได้เพราะเวลาล่วงเลยจะตีหนึ่งแล้ว จะเข้าไปที่วัดได้อย่างไร ระหว่างนั้นเองก็มีโทรศัพท์เข้ามาอีก บอกให้รีบไป ทนไม่ไหวแล้ว ย่ามากวน แล้วสายก็หลุดไป ฉันเองตอนนั้นจากอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ และไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี

แม่บอกฉันว่าให้จุดธูปหนึ่งดอก กลางที่โล่งแจ้ง ให้บอกกล่าวไปจากที่นี่ก็ได้ และบอกว่าจะไปบอกอีกทีตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันทำตามที่แม่บอก โดยการจุดธูปหนึ่งดอกและบอกว่าขอขมาที่ไม่ได้ไปจุดธูปบอกเรื่องที่พี่เขาจะบวช และฉันบอกว่าฉันจะไปจุดธูปที่เจดีย์เก็บกระดูกในวันพรุ่งนี้ แล้วฉันก็ปักธูปไว้กลางที่โล่งแจ้งนั้น อาการที่เกิดขึ้นกับฉันหายเป็นปกติ ไม่มีอาการหนาวอย่างที่เป็นอยู่เมื่อครู่นี้ ลองโทรกลับไปถามอาการของพี่เขาก็ดีขึ้นแล้ว หายแล้ว ฉันจึงเข้านอนตามปกติ ตอนเช้าฉันรีบตื่นไปซื้อพวงมาลัยดอกไม้ และไปจุดธูปบอกย่า หลายชายคนเดียวของท่านกำลังจะบวชในวันนี้ และไม่สามารถมาบอกได้ด้วยตัวเอง เพราะระยะทางที่ไกลกันมาก เลยให้หนูมาบอกย่าแทน ขณะที่ไหว้อยู่นั้นก็มีลมพัดมาวูบใหญ่ๆ ทำให้ขนลุกเกรียวไปหมด แล้วฉันก็อธิฐานในใจและบอกกับท่านว่าถึงตอนนี้..หนูจะไม่ใช่หลานสะใภ้ของย่าแล้ว..แต่หนูก็ยังรักและเคารพย่าเหมือนเดิมนะค่ะ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆกับตัวฉันเอง หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นอุปทาน หรืออะไรหลายๆอย่างอันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านนะค่ะ วันนี้ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน เพราะว่าวันนี้เป็นวันรับตายาย อีกประเพณีหนึ่งของคนใต้ ถ้าใครเป็นคนใต้จะรู้จักประเพณีนี้ดี ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันถึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะ เหตุการณ์นี้ก็ผ่านพ้นมาหลายปีแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะย่าไม่ใช่คนท้องถิ่นนี้ แต่ต้องมาฝากเถ้าถ่านกระดูกไว้ที่นี่ก็อาจจะเป็นได้

ย่า เป็นคนบางพลี สมุทรปราการ เป็นย่าของแฟนเก่าฉันเอง หลังจากที่ฉันและเขาตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน ฉันก็ได้มีโอกาสดูแลท่าน จนท่านเสียชีวิต หลังจากที่เผาศพท่านเสร็จก็ไม่ได้นำเถ้ากระดูกไปลอยอังคาร เพราะท่านได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่าไม่ให้ลอยอังคาร ก็เลยเก็บไว้ทั้งหมด และตัดสินใจนำเถ้ากระดูกท่านมาเก็บไว้ที่วัดแถวบ้านของฉัน โดยสร้างเป็นเจดีย์เก็บกระดูกท่านไว้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ฉันและเขาไม่สามารถร่วมทางกันได้อีก เราก็เลือกที่จะเดินกันคนละเส้นทาง แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่เคยมองย่าเป็นคนอื่น ฉันก็ยังรักและเคารพย่าเหมือญาติผู้ใหญ่ของฉันเอง ทุกครั้งที่ถึงประเพณีตายาย หรือทำบุญกระดูกปู่ย่าตายายของฉันก็จะทำให้ย่าด้วยเสมอ ถึงเขาจะอยู่ไกลไม่มีเวลามากลาบไหว้ย่าของเขา แต่สำหรับฉันแล้วถ้ามีโอกาสก็จะแวะไปไหว้ทั้งย่าแล้วก็ปู่ย่าตายายของฉันที่อยู่เจดีย์ใกล้ๆกันในวัดเสมอ

...เมธาพร...